51 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เน้นคุณภาพ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร

         13 ตุลาคม 2563 แห่งการสถาปนาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ครบรอบ  51 ปี ก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จของการยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ด้วยมาตรฐานบริการโลหิตระดับสากล โดยคำนึงถึงผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง คือ ผู้บริจาคโลหิต ผู้ป่วย และโรงพยาบาลที่ต้องใช้โลหิต ภายใต้นโยบาย คุณภาพ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร        

         รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถือกำเนิดขึ้นจากการประชุมสันนิบาตกาชาด ครั้งที่ 17 ณ กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน ที่มีมติให้สภากาชาดแต่ละประเทศจัดตั้งงานบริการโลหิตขึ้น โดยยึดถืออุดมคติว่า “ผู้บริจาคโลหิตต้องมาด้วยจิตศรัทธา ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนหรือหวังผลตอบแทนแต่อย่างใด”

         ประเทศไทยจึงได้จัดตั้งแผนกบริการโลหิตขึ้น ในกองวิทยาศาสตร์ สภากาชาดไทย เมื่อปีพุทธศักราช 2495 เพื่อตอบสนองสภากาชาดสากล จากนั้นได้พัฒนาเป็น “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต เมื่อปีพุทธศักราช 2496 และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่ ยังความปลาบปลื้มปีติยินดี และเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งต่อองค์กร จึงถือวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

          ในโอกาสครบรอบ 51 ปี วันที่ 13 ตุลาคม 2563 แห่งการสถาปนาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่ได้ดำเนินงานบริการโลหิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้นโยบายที่ให้ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (customer center) ได้แก่ ผู้บริจาคโลหิต ผู้ป่วย และโรงพยาบาลที่ต้องการใช้โลหิตในการรักษาพยาบาล โดยยึดหลักการดำเนินงาน  3 ข้อ ดังนี้

  1. คุณภาพ (Quality) โลหิตที่ได้รับบริจาคต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย โดยมีการส่งเสริมพัฒนาด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริการโลหิตและส่วนประกอบโลหิตอย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล อาทิ งานห้องปฏิบัติการตรวจโลหิตที่ทันสมัย โรงงานผลิตถุงบรรจุโลหิต การผลิตน้ำยาตรวจหมู่โลหิต และผลิตผลิตภัณฑ์โลหิตมากมาย
  2. รับผิดชอบ (Accountability) การให้บริการโลหิตที่มีคุณภาพ เพียงพอ และทันเวลาต่อความต้องการของผู้รับบริการทั่วประเทศตลอดปี และการพัฒนาองค์กรให้เป็นที่พึ่ง เป็นแหล่งอ้างอิงด้านบริการโลหิตของประเทศ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ รวมทั้ง การค้นคว้าวิจัย เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ตลอดจน การรณรงค์ประชาสัมพันธ์จัดหาผู้บริจาคโลหิตเชิงรุก โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆในการจัดหาโลหิตให้ได้ตามเป้าหมาย ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งมีการจัดตั้งภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ในจังหวัดใหญ่ๆ จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการโลหิตแบบครบวงจร และเป็นมาตรฐานเดียวกันกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
  3. เอื้ออาทร (Caring) การสร้างคุณธรรมภายในองค์กร คือ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ เอื้ออาทร เพื่อให้บุคลากรดำเนินการตามหลักจรรยาบรรณ และ ธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นวัฒนธรรมกาชาด เป็นรากฐานของ การทำงานอย่างมีความสุข มีเจตคติที่ดี และช่วยประสานการทำงานทั้งองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สร้างสังคมในองค์กรให้น่าอยู่ นำมาซึ่งความสำเร็จในการทำงาน

  จึงขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ดังนี้

  • การบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ
  • กิจกรรมรณรงค์ผ่านสื่อ Social Media เชิญชวนผู้บริจาคโลหิต 51 ครั้งขึ้นไป โพสต์ภาพหลังบัตร ผู้บริจาคโลหิต พร้อมเขียนเรื่องราวประทับใจในการบริจาคโลหิต ผ่านทาง Facebook ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2563 สำหรับ 51 ท่านผู้โชคดี จะได้รับ “เสื้อยืด Safe Blood for All” เป็นที่ระลึก
  • เปลี่ยนกรอบภาพ Profile Facebook ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

          ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2263 9600 ต่อ 1101, 1760, 1761

****************************************************

 

กาชาดขอเชิญพสกนิกรชาวไทย ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดทำโครงการ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช” บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดเดือนตุลาคม 2563

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคมของทุกปี มีวันสำคัญของคนไทย นั่นคือ วันที่ 23 ตุลาคม หรือวันปิยมหาราช ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานและนำความเจริญสู่สยามประเทศในรัชสมัยของพระองค์ และสืบเป็นแบบแผนแห่งการพัฒนา นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง สภาอุณาโลมแดง ขึ้น และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปีพ.ศ. 2436 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ สภากาชาดไทย จวบจนปัจจุบันนี้ และวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน และเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการแพทย์ ทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านบริการโลหิตมาอย่างต่อเนื่อง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่

          นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทั้ง 2 พระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ   อันเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์เป็นสำคัญ ทรงยึดถือมั่นในทศพิธราชธรรม และดำรงพระองค์มั่นในราชธรรมทั้งสิบประการโดยสม่ำเสมอ ยังผลให้เกิดความรุ่งเรือง และเป็นปึกแผ่นของชาติ เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติ จนกระทั่งเสด็จสวรรคต

          แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมาจวบจนปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรชาวไทยยังคงคำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณทั้ง 2 พระองค์ เสมอมาไม่เสื่อมคลายในศุภสมัย และตั้งใจสืบสานตามพระราชปณิธานของพระองค์อย่างแน่วแน่สืบไป จึงขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2563 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จ.ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่  นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

*******************************

กาชาดบอกบุญ ชวนคนไทย วิ่ง Virtual Run “Run for Blood” วิ่งหาเลือด…เพื่อผู้ป่วย

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมกับ คณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย ชวนคนไทยสุขภาพดี แสดงพลังของการให้ด้วยใจ วิ่งไปด้วยกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย ในโครงการ Virtual Run “Run for Blood วิ่งหาเลือด เพื่อผู้ป่วย” ตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม – วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เพื่อจัดหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นแกนกลางในการจัดหาโลหิตบริจาคให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดทั้งผู้ให้และผู้รับ ตามนโยบายหลักว่า “โลหิตทุกยูนิต ต้องได้รับจากการบริจาคโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”

          ดังนั้น การจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ และปลอดภัย ตามมาตรฐานสูงสุดต่อผู้ป่วย  จึงมีกระบวนการดำเนินงานตามขั้นตอน การเจาะเก็บโลหิต ตรวจคัดกรองโลหิต ปั่นแยกส่วนประกอบโลหิต และจ่ายโลหิตให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ช่วยในการสนับสนุนการทำงาน และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรม Virtual Run “Run for Blood วิ่งหาเลือด เพื่อผู้ป่วย” เพื่อจัดหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฯ ได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

  1. ลงทะเบียนวิ่งสะสมระยะทาง ค่าสมัคร 500 บาท (เสื้อวิ่ง และเหรียญ)  
  • ลงทะเบียนวิ่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 20 ธันวาคม 2563 สมัครได้ทาง Thairun
  • จัดส่งเสื้อและเหรียญ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป
  • จับสลากลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำ 1 สลึง จากรายชื่อผู้สมัครลงทะเบียนฯ 2 ครั้ง / 1 เดือน (จำนวน 5 ครั้ง)
  1. สนับสนุนทำบุญซื้อเสื้อวิ่ง ราคา 300 บาท จำหน่ายที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ และ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ สงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต
  2. ร่วมบริจาคเงิน เข้าบัญชี “คณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย” บัญชีกระแสรายวัน 045-286494-5 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย

          ผู้สนใจร่วมทำบุญ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิตศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600 – 99 ต่อ 1101, 1753, 1760 และ1771 

รวมพลังเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ “วันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก” 2563

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์ “วันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก 2563” เพื่อขอบคุณอาสาสมัครและผู้บริจาคสเต็มเซลล์กว่า 37 ล้านคนทั่วโลกที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วย ระหว่างวันที่ 719 กันยายน 2563 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และเชียงใหม่ พิเศษ! ผู้บริจาคโลหิตพร้อมลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาค  สเต็มเซลล์ จะได้รับ “กระเป๋าผ้าปฏิบัติการตามหาคู่แท้สเต็มเซลล์” เป็นที่ระลึก

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า การจัดงานวันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก กำหนดจัดขึ้นโดยองค์กร World Marrow Donor  Association (WMDA) ให้วันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนทุกปี เป็นวันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก (World Marrow Donor Day) เพื่อขอบคุณอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ และผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่มีอยู่ทั่วโลกมากกว่า 37 ล้านคน และรณรงค์ให้ทั่วโลกร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคสเต็มเซลล์ช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มากกว่า 50,000 ราย ต่อปี โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกในปี 2558 ซึ่งมีมากกว่า 55 ประเทศร่วมจัดกิจกรรม มีผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 รายทั่วโลก

          ในประเทศไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้รับมอบหมายจากแพทยสภา ให้ทำหน้าที่จัดหาอาสาสมัครผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์ ที่ไม่ใช่ญาติให้แก่ผู้ป่วย โดยจัดตั้ง “ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแห่งชาติ” เพื่อเป็นศูนย์กลางทะเบียน ตั้งแต่ปี 2545 เป็นเวลา 18 ปีแล้ว ปัจจุบันมีอาสาสมัครลงทะเบียนบริจาค  สเต็มเซลล์ จำนวน 264,022 ราย ผู้บริจาคสเต็มเซลล์ให้ผู้ป่วย จำนวน 398 ราย (คนไทยและชาวต่างชาติ) และยังมีผู้ป่วยรอรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มากถึง 2,171 ราย อาทิ ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น ดังนั้น การจัดหาอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

          ในปี 2563 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก อาทิ

 

 

 

1. วันที่ 7-19 กันยายน 2563

  • กิจกรรมบริจาคโลหิต พร้อมลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และเชียงใหม่ จะได้รับ “กระเป๋าผ้าปฏิบัติการตามหาคู้แท้สเต็มเซลล์” เป็นที่ระลึก
  • เปลี่ยนภาพ Profile Facebook ให้โลกรู้ว่าเรา คือ อาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ หรือผู้บริจาคสเต็มเซลล์
  • กิจกรรมถ่ายภาพในวันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก ผ่านสื่อ Social Media เช็คอิน พร้อมติด Hashtag #WMDD2020 ThankYouDonor (ตั้งค่าเป็นสาธารณะ) 20 ภาพโดนใจรับ “ตุ๊กตาลุ้มลุกปันปัน”

2. วันที่ 13 กันยายน 2563

จัดทริปขอบคุณผู้บริจาคสเต็มเซลล์ ทำบุญ ไหว้พระ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการรวมตัวผู้บริจาคเป็นครั้งแรกที่มากที่สุด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

กาชาดชวนบริจาคโลหิต เตรียมพร้อมสำรองวันหยุดยาว

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เตรียมพร้อมสำรองโลหิตช่วงหยุดยาวชดเชยสงกรานต์ วอนประชาชนร่วมทำบุญบริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน 2563 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากมติ ครม.กำหนดให้วันที่ 4 – 7 กันยายน 2563 เป็นวันหยุดชดเชยสงกรานต์ ที่ผ่านมา (รวม 4 วัน) ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือกลับบ้านต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก และมักจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน  มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของความต้องการโลหิตอย่างเร่งด่วน  ซึ่งโรงพยาบาลทั่วประเทศจำเป็นจะต้องสำรองโลหิตเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยอย่างทันท่วงทีและทุกช่วงเวลา แต่เนื่องจากมีผู้บริจาคโลหิตลดน้อยลงจากปกติจำนวนมาก ทำให้ปริมาณโลหิตคงคลังลดน้อยลงจนถึงขณะนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่ง ที่ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดให้ผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยโรงพยาบาลทั่วประเทศ ขอเบิกเลือดมายังศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ มากถึง 2,500 – 3,000 ยูนิตต่อวัน แต่สามารถจ่ายเลือดได้เพียง 60% เท่านั้น

          ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ วอนผู้ที่มีสุขภาพดี โดยเฉพาะผู้ที่เคยบริจาคโลหิตเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่บริจาคครบ 3 เดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้มีปริมาณโลหิตที่สม่ำเสมอเพียงพอแก่ผู้ป่วย ระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน 2563 เวลา 08.30-15.30 น. ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์

 

 

 

          ในส่วนภูมิภาคบริจาคโลหิตได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ได้แก่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่  นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

*******************************************

 

ประกาศ ณ วันที่ 3 กันยายน 2563

กาชาดชวนแบ่งปันโลหิตช่วยผู้ป่วยเด็กโรคเลือดกว่า 1 หมื่นราย

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนร่วมแบ่งปันความสุขบริจาคโลหิต ช่วยผู้ป่วยเด็กโรคเลือดกว่า 1 หมื่นราย ในโครงการ “ปันโลหิตให้น้อง” ตลอดเดือนกันยายน 2563 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การบริจาคโลหิตปัจจุบัน ยังพบว่าการบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ มีการขาดแคลนโลหิตบางช่วงเวลา ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอ ทั้งในภาวะปกติ และในภาวะวิกฤติที่ต้องใช้โลหิต ในการรักษาอย่างเร่งด่วนจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าในช่วงของการระบาดของโรค COVID-19 ที่ผ่านมา มีการบริจาคโลหิตที่ลดน้อยลงมาก เนื่องจากผู้บริจาคโลหิตมีความวิตกกังวลในการเดินทางมาบริจาคโลหิต จนเกิดภาวะวิกฤติโลหิตขาดแคลนทั่วประเทศ ส่งผลกระทบกับผู้ป่วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเลือด จำเป็นที่ต้องใช้โลหิตในการรักษาเป็นประจำ

จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562 มีผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้รับยีนธาลัสซีเมียจากพ่อและแม่ ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ส่วนใหญ่มีอาการซีดตั้งแต่อายุขวบปีแรก ซึ่งมีจำนวนมากถึง 13,841 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องได้รับโลหิต 12-18 ครั้ง ต่อปี และได้รับโลหิตเฉลี่ยครั้งละ 1-2 ยูนิต (ถุง) หรือปีละประมาณ 332,184 ยูนิต (ถุง) หากไม่ได้รับโลหิต ผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตจะลดลง และในรายที่เป็นรุนแรง จำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษาอย่างทันท่วงที     

          จึงขอเชิญชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งแบ่งปันความสุขให้กับผู้ป่วยเด็กโรคเลือดกว่า 1 หมื่นราย บริจาคโลหิต และบริจาคอุปกรณ์เครื่องเขียน สมุดวาดภาพระบายสี และนมกล่อง เพื่อนำไปมอบเป็นกำลังใจให้น้องๆในโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต ในโครงการ“ปันโลหิตให้น้อง” ตลอดเดือนกันยายน 2563 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่  จ.ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่  นครศรีธรรมราช  (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

 

กาชาดเตือนหากมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง ให้งดบริจาคโลหิต มีผลต่อผู้ป่วย

         ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  เตือนผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ และได้รับเชื้อโรคที่ถ่ายทอดทางโลหิต หากมาบริจาคโลหิต โลหิต 1 ถุง สามารถส่งต่อโรคไปให้ผู้ป่วยมากกว่า 3 ชีวิต   

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในการรับบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย จำเป็นต้องมีการคัดเลือก ผู้บริจาคโลหิตจากผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่มีความเสี่ยงที่อาจได้รับเชื้อโรคที่สามารถถ่ายทอดทางโลหิตไปสู่ผู้ป่วยได้  ดังนั้น หากผู้ที่จะบริจาคโลหิต ทราบว่าตนเองมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ขอให้งดการบริจาคโลหิตออกไป เพราะหากบริจาคโลหิตแล้ว โลหิตที่ได้รับบริจาคอาจนำเชื้อโรคถ่ายทอดไปให้แก่ผู้ป่วยและเพิ่มโรคแก่ผู้ป่วยได้  ซึ่งก่อนบริจาคโลหิตจะมีขั้นตอนการคัดกรองสุขภาพ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

          1.ผู้บริจาคโลหิตคัดกรองสุขภาพด้วยตนเอง ว่ามีสุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะบริจาคโลหิตหรือไม่ และที่สำคัญต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ที่จะนำเชื้อโรคส่งต่อไปให้แก่ผู้ป่วย

          2. ผู้บริจาคโลหิตตอบแบบสอบถามในแบบฟอร์มก่อนการบริจาคโลหิต โดยตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ปิดบังข้อมูลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการมาบริจาคโลหิตในระยะ window period  หากมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจได้รับโรคที่สามารถถ่ายทอดทางโลหิตไปยังผู้ป่วย หรือมีโรคประจำตัวที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเอง  ขอให้งดการบริจาคโลหิตเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและตนเอง

          3. การคัดกรองโลหิตบริจาคทางห้องปฎิบัติการ โลหิตที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ  ซึ่งมีขั้นตอนการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน  ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่อาจแฝงมากับโลหิตบริจาค โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้อเอดส์ หรือ HIV  ถึงแม้ว่าปัจจุบัน จะนำเทคโนโลยีการตรวจหาเชื้อ HIV โดยวิธี NAT เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV  ที่มีความไวสูงสุดมาใช้ในการตรวจ  แต่ถ้าผู้บริจาคโลหิตได้รับเชื้อ HIV ในระยะเริ่มต้นหรือเรียกว่า window period  ภายใน 8 วันก่อนมาบริจาคโลหิต  ก็ไม่สามารถที่จะตรวจพบได้ เพราะเชื้อยังมีจำนวนน้อย จนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตนั้นได้  

         และโลหิตบริจาค 1 ถุงนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิต ได้อีกมากกว่า 3 ชนิด อาทิ เม็ดโลหิตแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ฯลฯ และแต่ละชนิดนำไปใช้รักษาผู้ป่วย ได้หลายโรค เป็นการใช้เลือดที่บริจาคที่คุ้มค่าที่สุด แต่ถ้าได้เลือดที่ติดเชื้อแฝงเข้ามา ผู้ป่วยจะได้รับเชื้อ มากว่า 3 ชีวิต

          จึงขอฝากไปยังผู้ที่จะบริจาคโลหิต ขอให้มีความตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน  โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยให้ข้อมูลตามความเป็นจริง หากมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ขอให้งดการบริจาคโลหิต เพราะจะเป็นการเพิ่มโรคให้แก่ผู้ป่วยได้

ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2563

สภากาชาดไทย ชวนคนไทยเป็นฮีโร่ บริจาคโลหิตได้รับหน้ากาก Blood Hero จำกัดจำนวน 400,000 ชิ้นเท่านั้น

          สภากาชาดไทย รณรงค์คนไทยเป็นฮีโร่ ด้วยการบริจาคโลหิต จัดทำหน้ากาก “Blood Hero” จำกัดจำนวน 400,000 ชิ้น มอบเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้บริจาคโลหิตทั่วประเทศ สร้างคุณค่า ความภาคภูมิใจ และช่วยลดการขาดแคลนโลหิต ผู้บริจาคโลหิตที่มีสิทธิ์ได้รับหน้ากาก ต้องลงทะเบียนผ่าน QR Code ณ จุดบริจาคโลหิต ได้แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ 170 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2563 หรือจนกว่าของจะหมด

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สถานการณ์บริจาคโลหิตปัจจุบัน พบว่าการบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการขาดแคลนโลหิตในบางช่วงเวลา และมีปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “Plus 1  เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต” เป็นโครงการหลักประจำปี 2563 เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตเพิ่มจำนวนการบริจาค  อีกคนละ 1 ครั้ง ต่อปี เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน เนื่องจากสถิติการบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในภาพรวมทั่วประเทศ ยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง จำนวนมากถึง 1,055,230 คน หรือ ร้อยละ 67.6 ในขณะที่มีผู้บริจาคปีละ 4 ครั้ง  มีจำนวน 66,661 คน หรือ ร้อยละ 4 เท่านั้น

         อีกทั้ง ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดภาวะวิกฤติโลหิตขาดแคลนทั่วประเทศจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19  ส่งผลกระทบทำให้ผู้บริจาคโลหิตลดน้อยลง เนื่องจากผู้บริจาคโลหิตมีความวิตกกังวลในการเดินทางมาบริจาคโลหิต ส่งผลกระทบกับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับโลหิตในการผ่าตัด อุบัติเหตุ ที่มีการสูญเสียโลหิตอย่างเฉียบพลัน และผู้ป่วยโรคเลือด โลหิตจางธาลัสซีเมีย เกล็ดเลือดต่ำ ที่ต้องได้รับโลหิตในการรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทำการวิจัยถึงความต้องการของกลุ่มผู้บริจาคโลหิต สรุปภาพรวมส่วนใหญ่ มีความต้องการที่จะได้รับหน้ากากผ้าเป็นที่ระลึก     

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงได้จัดทำหน้ากาก Blood Hero จำนวน 400,000 ชิ้น เพื่อมอบเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้บริจาคโลหิต โดยหน้ากากที่ผลิตขึ้นมีความพิเศษ และมีคุณค่า เป็น Limited Edition ไม่มีจำหน่ายทั่วไป เนื้อผ้าผลิตจากเส้นใย Nylon ขนาดเล็กระดับ Microfiber มีความละเอียดสูงทำให้ผ้ามีความอ่อนนุ่ม กระชับเข้ากับรูปหน้า มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการกระจายของเชื้อโรค สามารถซักทำความสะอาด และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ผู้บริจาคโลหิตที่มีสิทธิ์ได้รับหน้ากาก Blood Hero จะต้องบริจาคโลหิต ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2563 โดยลงทะเบียนในระบบผ่าน  QR Code ณ จุดบริจาคโลหิต โดยกรอกข้อมูลการบริจาคโลหิต และที่อยู่ในการจัดส่งหน้ากาก ในระบบลงทะเบียนหน้ากาก Blood Hero จำกัดจำนวน 400,000 ชิ้น 1 คน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น หรือจนกว่าของจะหมด หากครบตามจำนวนแล้ว ระบบลงทะเบียนจะทำการล็อคทันที

          บริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช สงขลา และภูเก็ต และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ 170 แห่ง ตรวจสอบสถานที่รับบริจาคโลหิตในเครือข่าย 

 

********************************

กาชาดชวนพสกนิกรชาวไทย น้อมจิตบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ตลอดเดือนสิงหาคม 2563

กาชาดชวนพสกนิกรชาวไทย น้อมจิตบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ตลอดเดือนสิงหาคม 2563

 

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ น้อมจิต   บริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ตลอดเดือนสิงหาคม 2563

           รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2499 จวบจนปัจจุบันเป็นเวลา 64 ปี ใต้ร่มพระบารมีที่สภากาชาดไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ในการประกอบพระราชกรณียกิจคุณูปการ แก่สภากาชาดไทย รวมทั้งทรงสนพระราชหฤทัย และทรงสนับสนุนงานด้านบริการโลหิต ในเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี ในหมู่ราชอาคันตุกะที่มาเยี่ยมชมงานของสภากาชาดไทย ในแต่ละครั้งพระองค์จะทรงนำประมุขของแต่ละประเทศเหล่านั้น มาเยี่ยมชมงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอยู่เนืองๆ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เสมอมา

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีหน้าที่จัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงสุดจากผู้บริจาคโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วย และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตครบตามที่สภากาชาดไทยกำหนด ซึ่งเป็นแรงจูงใจและเป็นความปีติภาคภูมิใจแก่ผู้บริจาคเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้ประสงค์จะบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้นทุกปี เป็นผลให้งานบริการโลหิตดำเนินการด้วยความเจริญก้าวหน้าตลอดมา

          ในการนี้ ทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณผู้บริจาคโลหิต ยังความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นแก่ผู้บริจาคโลหิตที่ได้เข้าเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นอย่างมาก ว่า

 

“การบริจาคโลหิตของท่าน คือ ทานอันบริสุทธิ์

ด้วยท่านพร้อมที่จะให้โดยไม่คำนึงว่าผู้รับจะเป็นใคร และให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

นอกจากท่านจะเสียสละโลหิตในกาย และเสียสละเวลาในการประกอบงานแล้ว

หลายท่านยังต้องอุตสาหะเดินทางไปยังหน่วยรับบริจาคโลหิตต่างๆ ด้วยความยากลำบาก

เพื่อจะได้บำเพ็ญทานอันบริสุทธิ์นี้ ด้วยศรัทธาที่แรงกล้ายิ่ง”

 


พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในพิธีเปิดงาน “ดุจสายทิพย์ธารา” เพื่อผู้บริจาคโลหิต ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2536

 

           ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ น้อมจิตบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ตลอดเดือนสิงหาคม 2563  

***************************

กาชาดชวนพุทธศาสนิกชน บำเพ็ญบุญ บริจาคโลหิต วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา

กาชาดชวนพุทธศาสนิกชน บำเพ็ญบุญ

บริจาคโลหิต วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา   

          ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยร่วมบำเพ็ญบุญ สร้างกุศลบารมี บริจาคโลหิต เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30-15.30 น. ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับ “หนังสือธรรมะ” เป็นธรรมทาน  

          รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีภารกิจหลักในการจัดหาโลหิตจาก ผู้บริจาคโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดทั้งผู้ให้และผู้รับ เพื่อนำไปรักษาผู้ป่วยที่ยังต้องรักษาด้วยการรับโลหิตต่อเนื่องตลอดชีวิตกว่า 23% และในผู้ป่วยผ่าตัดประสบอุบัติเหตุอีก 77% ซึ่งมักต้องการใช้โลหิตอย่างเร่งด่วนและเป็นจำนวนมาก รวมถึงในบางช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดที่ต้องใช้โลหิตในการรักษา เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น ส่งผลให้ความต้องการโลหิตเพื่อใช้ในการรักษา มีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          ในช่วงเดือนกรกฎาคม มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ทั้งสองวันนี้ถือเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยพร้อมใจกันทำบุญ บำเพ็ญกุศลความดี สืบทอดประเพณีอันดีงามที่พึงปฏิบัติ เพื่อความสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว

          การทำบุญด้วยการบริจาคโลหิต นับได้ว่าเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่และเป็นบุญกุศลแก่ผู้ให้ เพราะเป็นการสละโลหิตในร่างกายของตนเอง เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ผู้เจ็บป่วย โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “บำเพ็ญบุญ สร้างกุศลบารมี  บริจาคโลหิต เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา” ระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30-15.30 น. ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับ “หนังสือธรรมะ” เป็นธรรมทาน  

         ในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร บริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์  ศูนย์รับบริจาคโลหิตและพลาสมา สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) ในส่วนภูมิภาค บริจาคโลหิตได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ และงานบริการโลหิต รวม 13 แห่ง ได้แก่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา ภูเก็ต และงานบริการโลหิต  สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จ.ประจวบคีรีขันธ์  

***************************************