1.1   ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17 ปี ไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง แต่อายุ 18 ปี สามารถตัดสินใจบริจาคโลหิตได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการมีสิทธิเลือกตั้ง

1.2  ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า  60-65 ปี  และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 3 เดือน ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 

1.3 ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65 -70 ปี  และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 6 เดือน   และต้องมีการตรวจนับจำนวนของเม็ดเลือดทุกชนิดทุกครั้ง ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่ 

 ควรนอนพักผ่อนอย่างปกติให้เพียงพอ สุขภาพพร้อมในวันที่บริจาคโลหิต และไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูงภายใน 6 ชั่วโมง ก่อนมาบริจาคโลหิต ได้แก่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เพราะจะทำให้พลาสมาหรือน้ำเหลือง มีสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้รักษา   ผู้ป่วยได้และหลังจากบริจาคโลหิต ให้รับประทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยโลหิตที่บริจาคไป   

ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ และสตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตร ต้องเว้นการบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือน  

ไม่เป็นข้อห้ามในการบริจาคโลหิต ถ้าขณะนั้นมีสุขภาพแข็งแรง มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้  และสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้ หากสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ    

ผู้ที่สักหรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะหู เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ให้งดการบริจาคโลหิต 12 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ฯลฯ ซึ่งอาจส่งต่อไปให้ผู้ป่วยรับโลหิตได้ 

ผู้บริจาคอาจมีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการหน้ามืดเป็นลม ภายหลังบริจาคโลหิตได้  ส่วนผู้ป่วยที่รับโลหิตอาจได้รับเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง ที่อาจติดทางกระแสโลหิต

การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น อาจมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาวะทางจิตใจที่มีความวิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

  ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่ คือ การผ่าตัดที่ต้องมีการใช้ยาสลบ หรือให้ยาชาเข้าไขสันหลัง  มีการสูญเสียโลหิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างทดแทนขึ้นโดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่อาจเสียโลหิตมาก  เนื้อเยื่อของร่างกายต้องใช้เวลาและสารอาหารในการซ่อมแซม  จึงควรเว้นการบริจาคโลหิต 6 เดือน  หากบางรายต้องรับโลหิตด้วยต้องเว้น 1 ปี

   ผู้บริจาคที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก คือ การผ่าตัดที่ไม่ต้องใช้ยาสลบ แต่ใช้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่ และไม่ต้องมีการช่วยหายใจ  ควรเว้นการบริจาคอย่างน้อย  7  วัน  เพื่อให้ผู้บริจาคมีสุขภาพแข็งแรงดีพอที่จะบริจาคโลหิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด

การรักษาในช่องปากทำให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบภายใน 3 วัน อาจมีภาวะติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตชั่วคราวโดยไม่มีอาการ ซึ่งเชื้อโรคในกระแสเลือด ทำให้ติดต่อไปสู่ผู้ป่วยได้ หากมีการผ่าตัดเล็ก เช่น   ผ่าฟันคุด เว้นอย่างน้อย 7 วัน จนกว่าแผลหายสนิทไม่มีอาการอักเสบ

ผู้ที่เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการติดต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ รวมทั้งการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน โดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จึงควรงดบริจาคโลหิต 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นจากระยะ  ฟักตัวของโรคต่างๆ ที่อาจได้รับมาแล้ว

ผู้บริจาคที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หลังจากได้รับการรักษาครบถ้วนและไม่แสดงอาการใดๆ  ส่วนผู้บริจาคโลหิตที่เคยพำนักอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีโรคมาลาเรียชุกชุม ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี และผู้ที่เคยเดินทางไปในเขตที่มีการระบาดหรือมีโรคมาลาเรียชุกชุม ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีภายหลังออกมาจากเขตระบาด และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

ผู้บริจาคหรือคู่ของผู้บริจาค หากมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน  มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน  ให้งดบริจาคโลหิตเป็นการถาวร เนื่องจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค อาจไม่แสดงอาการ และไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ในระยะแรก (window period) ดังนั้น การตอบแบบสอบถามก่อนการบริจาคโลหิตตามความเป็นจริงจึงมีความสำคัญอย่างมาก

เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรควัวบ้าในประเทศอังกฤษ และประเทศในยุโรป รวมทั้งมีรายงานการติดเชื้อวัวบ้าจากการรับโลหิต จึงงดรับบริจาคโลหิตถาวร

ยาในกลุ่มดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลแล้วหยุดยาก ดังนั้น จึงควรแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบก่อนบริจาคโลหิต เพื่อจะได้ไม่นำเกล็ดเลือดไปใช้กับผู้ป่วย

ยาปฏิชีวนะชนิดชนิดฉีด ให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังฉีดยาครบแล้ว 10 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังหยุดยา 3 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค

กรณีผู้บริจาคโลหิตรับประทานยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ หมายความว่า ผู้บริจาคโลหิตมีการติดเชื้ออยู่ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตส่งมาถึงผู้ป่วยได้ บริจาคโลหิตหลังจากหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

ผู้บริจาคที่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิด เอ  หากเป็นก่อนอายุ 11 ปี เมื่อหายแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้  หรือผู้ที่มีอาการดีซ่าน สาเหตุจากมีนิ่วอุดตันในทางเดินน้ำดี เมื่อผ่าตัดหายแล้วก็สามารถบริจาคโลหิตได้

ผู้บริจาคที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือไวรัสตับอักเสบชนิดซี  ภายหลังอายุ 11 ปี ถึงแม้ว่าจะมีผลการตรวจ HBsAg หรือ Anti-HCV ให้ผลลบ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร

19.1 โรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก   งดบริจาคได้ถาวร 

19.2 โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)  ถ้าสามารถควบคุมได้ด้วยยาชนิดรับประทานอย่างต่อเนื่องและไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ  สามารถบริจาคโลหิตได้     

19.3 โรคภูมิแพ้ บริจาคโลหิตได้  ขณะนั้นมีอาการไม่รุนแรง เช่น จาม คัดจมูก สามารถบริจาคโลหิตได้  แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ผื่นคันทั้งตัว ไอ หอบหืด หรือใช้ยาลดภูมิต้านทาน เช่น Prednisolone ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

19.4 โรคไทรอยด์ ชนิดไม่เป็นพิษ ที่มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ระดับปกติ  ไม่มีอาการ เช่น กินจุ น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย เหงื่อออกง่าย ใจสั่น สามารถบริจาคโลหิตได้  แต่ถ้าเป็นไทรอยด์ ชนิดเป็นพิษ แม้รักษาหายแล้ว ไม่ควรบริจาคโลหิตอีก   

19.5 โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมอาการได้ด้วยยา แต่ถ้ามีอาการมาก และเป็นบ่อย ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

19.6 โรคหลอดลมอักเสบ  ชนิดแบบเฉียบพลัน (acute) หลังอาการหายแล้ว 1 เดือน   สามารถบริจาคโลหิตได้

19.7 โรควัณโรค งดบริจาคโลหิต 2 ปี หลังได้รับการรักษาจนหายดี และได้รับการรับรองจากแพทย์ที่รักษา สามารหถบริจาคโลหิตได้ 

19.8 โรคไมเกรน หากไม่มีอาการ สามารถบริจาคโลหิตได้

19.9 โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หลังจากหาย  2 สัปดาห์ สามารถบริจาคโลหิตได้

19.10 โรคคอตีบ หลังจากหาย 1 เดือน  สามารถบริจาคโลหิตได้

**ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาล ที่ทำหน้าที่ในการคัดกรองผู้บริจาคโลหิต **

เพราะสาเหตุแท้จริงที่ทำให้อ้วน อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย อาทิ การรับประทานอาหารมากเกินไป  โดยเฉพาะแป้ง และไขมัน ความบกพร่องของการเผาผลาญพลังงาน ฮอร์โมน พันธุกรรม  ขาดการออกกำลังกาย และเมื่อมีอายุมากขึ้นมีโอกาสน้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  เนื่องจากมีอัตราการเผาผลาญน้อยลง