1.1  ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17- 70 ปี (อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง

1.2 บริจาคโลหิตครั้งแรก อายุไม่เกิน 60 ปี

1.3  ผู้บริจาคที่มีอายุ 60-65 ปี  เป็นประจำสม่ำเสมอ บริจาคได้ทุก 3 เดือน ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 

1.4 ผู้บริจาคที่มีอายุ 65-70 ปี เป็นประจำสม่ำเสมอ บริจาคได้ทุก 6 เดือน  และต้องมีการตรวจนับจำนวนของเม็ดเลือดทุกชนิดทุกครั้ง ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่ 

          ผู้บริจาคโลหิตมีความปกติทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการอ่อนเพลียจากการอดนอน อาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารอื่นๆ

          การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องนอนถึง 8 ชั่วโมง เพียงสามารถนอนได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ เพียง 5-6 ชั่วโมง ถ้านอนหลับสนิท ตื่นมารู้สึกสดชื่น ไม่ผิดไปจากกิจวัตรเดิม และสามารถทำงานได้อย่างปกติ 

          เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู จะทำให้พลาสมาของผู้บริจาคโลหิตมีสีขาวขุ่น ซึ่งไม่สามารถนำพลาสมาลักษณะเช่นนี้ไปให้ผู้ป่วยได้ ผู้บริจาคโลหิตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก่อนบริจาคโลหิต

5.1 เบาหวาน หากควบคุมได้ด้วยการรับประทานยา ไม่มีการฉีดยาอินซูลิน และไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน สามารถบริจาคโลหิตได้ 

5.2 ความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมระดับความดันโลหิตได้ อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (systolic ไม่เกิน 160 มม.ปรอท diastolic ไม่เกิน 100 มม.ปรอท) และร่างกายปกติดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

5.3 ไขมันในเลือดสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมอง และหัวใจแตกและอุดตัน

5.4 Hyperthyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติโดยแพทย์ให้หยุดยารักษา อย่างน้อย 2 ปี

  • Hyperthyroid ที่มีสาเหตุ จากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร
  • Hypothyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ถ้ารักษาจนระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติ ทั้งนี้ สามารถควบคุมระดับฮอร์โมนได้โดยไม่ต้องปรับยา ภายใน 8 สัปดาห์

5.5 โรคลมชัก สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าหยุดยากันชักโดยไม่มีอาการชัก มาอย่างน้อย 3 ปี ทั้งนี้ ต้องมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษามายืนยัน

5.6 โรคมะเร็งทุกชนิด งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ได้รับการรักษาหายแล้ว

5.7 โรควัณโรค สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าได้รับการรักษาจนหาย และรับประทานยาครบคอร์ส อย่างน้อย 2 ปี นับจากการรับประทานยาเม็ดสุดท้าย

5.8 โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าควบคุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยา steroid) หรือยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ (controller) และในวันที่มาบริจาคโลหิตไม่มีอาการหอบหืด  

6.1 ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) หลังรับประทานยามื้อสุดท้ายแล้ว ให้เว้น 7 วัน จึงสามารถบริจาคโลหิตได้

6.2 ยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดข้อ สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่หากบริจาคเกล็ดโลหิตจะต้องหยุดรับประทานยาแล้ว อย่างน้อย 2 วัน จึงจะบริจาคได้

          ผู้บริจาคโลหิตกำลังตั้งครรภ์ ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราว เพราะโลหิตมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก  และควรเก็บโลหิตไว้ในร่างกาย หากการคลอดมีการเสียโลหิตมาก ซึ่งการบริจาคโลหิตระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้มีภาวะซีด และอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ 

          หากอยู่ในระยะให้นมบุตรต้องงดบริจาคโลหิตเช่นเดียวกัน เพราะในโลหิตมีสารอาหารมาก เพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำนม นอกจากนั้นระหว่างที่อยู่ในระยะให้นมบุตร อาจมีการนอนหลับไม่เพียงพอทำให้อ่อนเพลียได้ หลังจากบุตรหย่านมแล้ว จึงจะบริจาคโลหิตได้

          การคลอดบุตรด้วยวิธีคลอดปกติหรือการผ่าตัดคลอด รวมทั้งการแท้งบุตร อาจมีการเสียโลหิตเป็นจำนวนมาก จึงต้องงดบริจาคชั่วคราว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงให้กลับเป็นปกติก่อน

10.1 ท่านหรือคู่ของท่านเคยมีเพศสัมพันธ์กับ : ผู้ที่ไม่ใช่คู่ของตนเอง / ผู้ทำงานบริการทางเพศ/ ผู้เสพยาเสพติด / ผู้ที่อาจติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ หากผู้บริจาคโลหิตและคู่ มีพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตเช่นเดียวกัน จึงเป็นข้อกำหนดให้งดบริจาคโลหิตอย่างไม่มีกำหนด 

10.2 ท่านเป็นเพศชายที่เคยมีเพศกับเพศชายสัมพันธ์ ซึ่งอัตราการติดเชื้อเอชไอวี ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายสูงกว่าประชากรทั่วไปมาก และโอกาสที่จะมีผู้ที่อยู่ในระยะ window period ของการติดเชื้อ เอชไอวี ในกลุ่มนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป (window period คือ ระยะเวลาที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อ ในร่างกายยังมีเชื้อจำนวนน้อย ไม่สามารถตรวจพบร่องรอยการติดเชื้อได้ด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการแต่สามารถถ่ายทอดไปยังผู้รับโลหิตได้)
ข้อนี้จึงยังเป็นข้อกำหนดไม่รับบริจาคโลหิตอย่างถาวร

 

          PrEP (pre exposure prophylaxis) เป็นกลุ่มยาที่ผลิตขึ้นมาจากการผสมตัวยาหลายชนิด ได้ถูกนำมาใช้ในการป้องกันสำหรับคน HIV negative ที่ในชีวิตประจำวันมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จึงต้องกินยานี้เป็นประจำ

          PEP (post exposure prophylaxis) เป็นการรักษาระยะสั้น (short term treatment) ที่ใช้ทันทีหรือเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ หลังจากได้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่าง ๆ ที่ทราบกันดีต่อการติดเชื้อ HIV เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าว

          ยากลุ่มนี้ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้หมด เพียงแต่ลดปริมาณของเชื้อจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้แม้จะใช้เทคนิค NAT แล้วก็ตาม และยาอาจรบกวนการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงจึงให้งดการบริจาคอย่างถาวร

        หากเป็นการรับประทานยาเนื่องจากอุบัติเหตุของบุคลากรทางการแพทย์ ให้งด 1 ปี เพื่อติดตามผลการตรวจติดเชื้อให้ครบกำหนด หากผลตรวจเป็นลบสามารถบริจาคโลหิตได้    

          การอุดฟัน ขูดหินปูน ให้เว้น 3 วัน เนื่องจากอาจมีบาดแผลหรือเกิดการอักเสบ หรือทำให้มีการติดเชื้อในโลหิตได้โดยไม่มีอาการ เชื้อนี้อาจจะติดต่อไปยังผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตได้ จึงควรงดการบริจาคโลหิตชั่วคราว


          การถอนฟัน การรักษารากฟัน ทำให้เกิดบาดแผลซึ่งอาจมีการติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน จึงควรงดการบริจาคโลหิตประมาณ 7 วัน เพื่อให้แผลหายสนิทและไม่มีการอักเสบ

          ผู้บริจาคโลหิตที่มีประวัติท้องเสีย ท้องร่วง โดยมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้มีการปนเปื้อนของ toxin ในอาหาร ไม่มีการติดเชื้อ เว้นอย่างน้อย 7 วัน โดยนับจากวันที่ไม่มีอาการ ทั้งนี้ต้องไม่มีอาการอ่อนเพลีย

          หากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอาจเป็น bacteria หรือ virus ก็ได้ ให้เว้นอย่างน้อย 7 วัน โดยนับจากวันที่ไม่มีอาการ แต้ถ้าหากกินยาฆ่าเชื้อให้เว้นอีก 7 วัน หลังจากเม็ดสุดท้าย

 

          สามารถบริจาคโลหิตได้เมื่อกระทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อที่โรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลยันฮี โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น

          หากทำหัตถการ ณ สถานที่อื่น ๆ ที่มิใช่โรงพยาบาล ควรเว้นอย่างน้อย 4 เดือน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สามารถติดต่อได้ทางโลหิตโดยเฉพาะ HIV หรือไวรัสตับอักเสบ B และ C โดยมีเงื่อนไขว่าการตรวจ HCV ในโลหิตบริจาคใช้เทคนิค NAT

          สำหรับการตรวจ HCV ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ใช้เทคนิค NAT จึงให้เว้น 4 เดือน แทนเกณฑ์เดิมที่ให้เว้น 1 ปี

          ถ้าไม่ได้ตรวจ HCV ด้วยเทคนิค NAT หรือไม่มั่นใจในสถานที่ที่ไปรับบริการให้เว้น 1 ปี

          ผ่าตัดเล็ก หมายถึง การผ่าตัดที่ใช้ยาชาเฉพาะที่ อาจเสียโลหิตไม่มาก แต่มีบาดแผลซึ่งอาจเป็นทางเข้าของเชื้อโรคได้ จึงต้องงดการบริจาคโลหิต 7 วัน เพื่อให้บาดแผลหายสนิท ตัวอย่างการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าตัดฝีเฉพาะจุด

          การผ่าตัดใหญ่ หมายถึง การผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบและมีการใช้เครื่องช่วยหายใจ การผ่าตัดอาจมีการสูญเสียโลหิตมาก จึงควรงดการบริจาคโลหิต 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและแผลหายดี กรณีที่มีการให้โลหิตหรือส่วนประกอบโลหิตร่วมด้วย ควรงดการบริจาคโลหิต 1 ปี ตัวอย่างการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลัง รวมทั้งการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง

          กรณีขูดมดลูกจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์หรือแท้งบุตรให้งด 1 เดือน ถ้ามีการดมยาสลบในการขูดมดลูกให้งด 6 เดือน

          การได้รับโลหิต / ส่วนประกอบโลหิต จากผู้อื่น ย่อมมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทางโลหิต จึงควรงดบริจาคโลหิต 1 ปี

          ผู้ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ  หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cells) ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันของร่างกายตลอดไปเพื่อป้องกันการสลัดอวัยวะที่ปลูกถ่ายไว้ ยากดภูมิคุ้มกันสามารถทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ หรือ ตายในครรภ์ได้หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับโลหิตนี้

          ส่วนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนั้นแม้ไม่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่สาเหตุการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนั้น เป็นโรคทางโลหิตวิทยา อาจมีปัญหาในการสร้างเม็ดโลหิต จึงให้งดบริจาคโลหิตถาวร

          ยกเว้นปลูกถ่ายกระจกตา งด 1 เดือน

        การถูกเข็มเปื้อนเลือดตำ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเลือดที่เข็ม จึงควรงดบริจาคโลหิต 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นระยะ window period ของการติดเชื้อไวรัสชนิดต่าง ๆ

          Hepatitis A virus ติดต่อทาง faecal oral route คนเราจะติดเชื้อนี้ โดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อน เช่น รับประทานอาหารที่ทำโดยผู้ติดเชื้อซึ่งไม่ได้ล้างมือให้สะอาด

  • พบว่าโดยทั่วไปการเป็นโรคตับอักเสบก่อนอายุ 11 ปี ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบ เอ เมื่อหายแล้วสามารถบริจาคโลหิตได้
  • แต่หากมีประวัติเป็นตับอักเสบหลังอายุ 11 ปี มักมีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ต้องงดบริจาคโลหิตถาวร เพื่อลดความเสี่ยงจากการถ่ายทอดเชื้อให้ผู้ป่วยที่ได้รับโลหิต

          เนื่องจากการที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคตับอักเสบ ย่อมทำให้ท่านมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ได้เช่นเดียวกัน จึงควรงดการบริจาคโลหิต 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีเชื้อนี้ในกระแสโลหิต ซึ่งอาจถ่ายทอดไปให้ผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตได้

          ผู้ที่เคยตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี โดยตรวจพบ HBsAg ในกระแสโลหิต ให้งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ว่าการตรวจในครั้งนี้จะไม่พบแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้ป่วยที่ได้รับโลหิต

          ผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมาลาเรีย ต้องงดบริจาคโลหิตไป 3 ปีหลังจากรักษาหายแล้ว โดยในระยะดังกล่าวนี้ ไม่มีอาการของโรคมาลาเรียอีกเลย

           เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ปลอดจากเชื้อมาลาเรีย ยังมีการระบาดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ซึ่งมีพื้นที่เป็นป่าเขา มียุงที่สามารถเป็นพาหะของเชื้อชุกชุม อีกทั้งยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกรองการติดเชื้อนี้ในโลหิตบริจาค การพิจารณาด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

          ผู้บริจาคโลหิตที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุม และพำนักอยู่ในระยะสั้น ๆ ได้แก่ ไปท่องเที่ยว หรือทำธุระในระยะสั้น ให้งดบริจาคโลหิตไป 1 ปี

  • โรคไข้หวัดใหญ่ / โรคไข้เลือดออก ให้งดบริจาคโลหิต 1 เดือนหลังหายดีแล้ว
  • โรคชิคุนกุนยา ให้งดบริจาคโลหิตอย่างน้อย 1 เดือนหลังหาย และไม่มีอาการปวดข้อแล้ว
  • โรคไข้ซิกา ให้งดบริจาคโลหิต 4 เดือน

          โรคโควิด 19 (COVID-19) ปัจจุบันอ้างอิงจากประกาศศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ 10/2563 เรื่อง มาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทางโลหิต ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 7 เมษายน 2563 ให้งดบริจาคโลหิตเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ในกรณีดังต่อไปนี้
          1. ท่านเดินทางมาจากต่างประเทศหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยง (สถานบันเทิง บ่อนการพนัน สถานที่แออัด)
          2. อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย COVID-19
          3. หลังจากหายป่วยจากโรค COVID-19
(ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ของโรค COVID-19)

  • วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ป้องกันบาดทะยัก หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง และบาดแผลหายดีแล้ว บริจาคโลหิตได้

  • วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี หลังได้รับวัคซีน 21 วัน บริจาคโลหิตได้

  • วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และงูสวัด หลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้

  • วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้

          ยาเสพติดแบบฉีดทุกชนิดเป็นเหตุให้ต้องงดบริจาคอย่างถาวร ด้วยเหตุผลหลายประการคือ สารเสพติดมีผลต่อจิตประสาท มีอาการมึนงง เมา หรือประสาทหลอน ทำให้การตอบแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ ไม่มีประสิทธิผลและอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจมีพฤติกรรมแปรปรวนเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

          นอกจากนี้การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือใช้ร่วมกันหลายๆ คน มีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มาก รวมทั้งยาที่ใช้อยู่อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่รับโลหิตนั้น

          หากได้รับยาซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดกินตามที่แพทย์สั่งสามารถบริจาคได้ แต่หากนำมากินเองให้พิจารณาตามชนิด ขนาด ความถี่และสาเหตุของการใช้ยานั้น ๆ

          ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว หรือจองจำในเรือนจำ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV HBV HCV เนื่องจากอยู่ในสถานที่แออัด สุขอนามัยไม่ดี และอาจมีการใช้ของมีคมร่วมกัน ให้งด1 ปี นับจากวันที่ได้รับการปล่อยตัว

          ต้องงดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากอาการดังกล่าวเป็นอาการในระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี (Prodromal symptoms) หรือเป็นอาการของโรคร้ายแรงอื่น ๆ

          เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สก๊อตแลนด์ เวลส์ และดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร) ในช่วง พ.ศ. 2523 – 2539 เป็นระยะเวลา มากกว่า 3 เดือน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากมีการระบาดของโรควัวบ้า

          หรือในปี พ.ศ. 2523 – 2539  เคยเจ็บป่วยและได้รับโลหิตของผู้อื่นที่ประเทศอังกฤษ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า

          ผู้ที่เคยพำนักอาศัยอยูในประเทศฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ช่วง พ.ศ. 2523 – 2544 รวมระยะเวลา 5 ปี ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากมีการระบาดของโรควัวบ้า

คุณได้ลงนามถวายพระพรเรียบร้อยแล้ว.